มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แจ้งเลื่อนการเปิดภาคเรียน
ภาคการศึกษาที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๔ ไปเป็นวันที่ ๗ พฤศจิการยน ๒๕๕๔ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม และกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนใหม่ใน ๑๒ จังหวัดพื้นที่ประสบอุทกภัย
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๒๘๒/๒๕๕๔
ศธ.ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนใหม่ใน ๑๒ จังหวัดพื้นที่ประสบอุทกภัย
๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ - กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศปิดสถานศึกษาชั่วคราว ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน ๑๒ จังหวัด ดังนี้ กรุงเทพมหานคร จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดลพบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสระบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา กำหนดเปิดภาคเรียนใหม่ในวันจันทร์ที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าเหตุผลที่ให้เลื่อนเปิดภาคเรียนในสถานศึกษาทุกแห่งทั้ง ๑๒ จังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ ศธ.กำลังพิจารณาเลื่อนการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT อีกครั้ง จากเดิมที่เลื่อนไปวันที่ ๑๙-๒๐ พฤศจิกายน และ ๒๖-๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โดยจะประกาศความชัดเจนอีกครั้งในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔
ล่าสุด (๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนสถานศึกษาในพื้นที่ประสบอุทกภัยจำนวน ๑๒ จังหวัดทุกสังกัดของ ศธ. จากเดิม เป็นวันอังคารที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
นอกจากนี้ จากสถานการณ์วิกฤติ ศธ.พร้อมจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกช่องทางที่มีอยู่ เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เตรียมรถรับส่งผู้ประสบภัยทุกท่านไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย หรือไปที่ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิง ศธ.จำนวน ๔๑๗ แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้กว่า ๑๓๘,๐๐๐ คน พร้อมทั้งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยใช้พื้นที่ของอาคารจักรพันธุ์เพ็ญศิริ เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว สามารถรองรับผู้ประสบภัยได้อีก ๕๐๐ คน และทางคณะคหกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยได้จัดเจ้าหน้าที่ในการเตรียมอาหาร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้วันละ ๒,๐๐๐ กล่อง พร้อมทั้งระดมแรงงานนิสิตนักศึกษาเพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านต่างๆ ดังนั้น หากพื้นที่ใดต้องการอาหารหรือแรงงานนิสิตนักศึกษาในการป้องกันหรือฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วม สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือที่พักพิง ศธ.ทั้ง ๔๑๗ แห่งทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ๑๕๗๙ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
ด้านนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สถานศึกษาอาชีวศึกษาที่ต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปวันที่ ๗ พฤศจิกายนทั้ง ๑๒ จังหวัด มีจำนวนทั้งสิ้น ๗๕ วิทยาลัย คือจังหวัดนครสรรค์ ๗ วิทยาลัย อุทัยธานี ๓ วิทยาลัย อ่างทอง ๓ วิทยาลัย สิงห์บุรี ๕ วิทยาลัย ชัยนาท ๓ วิทยาลัย พระนครศรีอยุธยา ๘ วิทยาลัย ลพบุรี ๗ วิทยาลัย นนทบุรี ๑ วิทยาลัย ปทุมธานี ๓ วิทยาลัย ฉะเชิงเทรา ๗ วิทยาลัย สระบุรี ๗ วิทยาลัย และกรุงเทพฯ ๒๑ วิทยาลัย ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาที่อาจจะประสบปัญหาไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้ และเพื่อให้วิทยาลัยที่ไม่ได้รับผลกระทบไปช่วยเยียวยาชาวบ้านและช่วยเหลือวิทยาลัยที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกันบางวิทยาลัยก็ได้เปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือพักพิง ศธ.ด้วย
นายประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษฏ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) เปิดเผยว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยเอกชนมีสถานศึกษาที่ประกาศเลื่อนเปิดเทอมในขณะนี้จำนวน ๘ แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิด ๓๑ ตุลาคม เป็น ๒๑ พฤศจิกายน มหาวิทยาลัยเกริก เปิด ๒๕ ตุลามคม เลื่อนเป็น ๑ พฤศจิกายน มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิด ๒๕ ตุลาคม เลื่อนเป็น ๑ พฤศจิกายน มหาวิทยาลัยรังสิต เปิด ๒๕ ตุลาคม เลื่อนเป็น ๑ พฤศจิกายน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิด ๓๑ ตุลาคม เลื่อนเป็น ๗ พฤศจิกายน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวฯ เปิด ๒๕ ตุลาคม เลื่อนเป็น ๓๑ ตุลาคม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิด ๒๕ ตุลาคม เลื่อนเป็น ๓๑ ตุลาคม วิทยาลัยเซนต์หลุยส์ เปิด ๒๕ ตุลาคม เฉพาะคณะศิลปศาสตร์ และกายภาพบำบัด เลื่อนเป็น ๑ พฤศจิกายน ทั้งนี้ขอให้นักศึกษาตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่ตนเองเป็นระยะด้วย
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน
จากเว็บไซต์ http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=8022 และhttp://www.moe.go.th/websm/2011/oct/282.html
อุทกภัยในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2553 เป็นเหตุการณ์การเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี เนื่องจากมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ สื่อหลายแห่งระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553 จนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลายทั้งหมดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย พบว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัย มีจังหวัดประสบภัยทั้งสิ้น 39 จังหวัด 425 อำเภอ 3,098 ตำบล 26,226 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 2,002,961 ครัวเรือน 7,038,248 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 7,784,368 ไร่ พบผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยแล้วทั้งหมด 180 ราย เป็นบุคคลสัญชาติไทย 178 ราย กัมพูชา 1 ราย พม่า 1 ราย เนเธอร์แลนด์ 1 ราย
ส่วนสรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ระบุว่า มีจังหวัดประสบภัยทั้งสิ้น 12 จังหวัด 133 อำเภอ 874 ตำบล 6,197 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 609,511 ครัวเรือน 1,932,405 คน มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 80 คน มีสัญชาติไทยทั้งหมด
สาเหตุ
สาเหตุเกิดจากอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ภาคกลางและภาคตะวันออก และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร ร่องมรสุมกำลังแรงดังกล่าวมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ลานิญาที่มาเร็วกว่าปกติ ทาง ดร. รอยล จิตดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้ชี้ว่าฝนได้ตกลงมาในพื้นที่หลังเขาเป็นเวลาหลายวัน เฉลี่ยมากกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวัน ประกอบกับความแปรปรวนของร่องฝน ซึ่งปกติจะต้องเคลื่อนลงไปแถวภาคใต้แล้ว ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำเกินกว่าระดับกักเก็บ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จนต้องเร่งระบายน้ำออกสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน ซึ่งทำให้หลายพื้นที่เกิดอุทกภัยอย่างหนัก
ในช่วงแรก เหตุอุทกภัยดังกล่าวเป็นเพียงอุทกภัยธรรมดาและไม่ตึงเครียดแต่อย่างใด แต่สถานการณ์ได้เลวร้ายลงจนกระทั่งกลายมาเป็นสาธารณภัยครั้งร้ายแรกในที่สุด เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่พื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและได้มีผู้เสียชีวิตรายแรก ๆ
สำหรับสาเหตุของอุทกภัยในจังหวัดนครราชสีมา ยังพบว่ามีการรุกล้ำลำน้ำลำตะคองและลำพระเพลิง ทำให้พื้นที่ไม่สามารถเก็บกักน้ำเอาไว้ได้ โดยการรุกล้ำดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะความเฟื่องฟูของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตอีกด้วย
สำหรับสาเหตุของอุทกภัยในภาคใต้ ระบุว่าเกิดจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นบริเวณอ่าวไทยตอนล่างเคลื่อนตัวผ่านภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกชกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน น้ำไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตร วาตภัยและคลื่นมรสุมซัดฝั่ง ทั้งยังพายุไซโคลนจาล ทำให้ผลกระทบจากอุทกภัยเพิ่มมากขึ้นเมื่อประกอบกับลมกำลังแรงราว 50 กิโลเมตร
อุทกภัย
จังหวัดนครราชสีมา
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รายงานความเสียหาย 23 อำเภอ 162 ตำบล ประชากร 87,887 คน ซึ่งมีสถานการณ์อุทกภัยรุนแรง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ปากช่อง ปักธงชัย และเฉลิมพระเกียรติ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือโดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการด้านการแพทย์และสาธารณสุขและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการ มีผู้ป่วยรวม 2,993 ราย
นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ส่วนสถานบริการและสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายและผลกระทบรวม 13 แห่ง เป็นมูลค่า 252,120,000 บาท ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา โรงพยาบาลปักธงชัยและโรงพยาบาลปากช่อง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอจำนวน 1 แห่ง และสถานีอนามัยจำนวน 9 แห่งประมาณการความเสียหาย 1,790,001 บาท
สุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า อุทกภัยครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดของจังหวัดนครราชสีมากว่า 50% โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน นอกจากนี้จังหวัดนครราชสีมายังเป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจ ส่งออกสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายปีนี้
มีรายงานว่า จระเข้ฟาร์มสีคิ้วหลุดจากฟาร์ม 50 ตัว โดยสามารถจับได้เพียง 2 ตัว (19 ตุลาคม)
จังหวัดอ่างทอง
เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ 2 ตำบลในอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ประชาชนต้องช่วยกันบรรจุกระสอบทรายเป็นคันกั้นน้ำ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำน้อยเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มการเกษตรใน 5 อำเภอ 54 ตำบล 297 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 4,494 ครัวเรือน 13,977 คน คนงานกรมศิลปากรกว่า 50 คน ช่วยกันนำกระสอบทรายไปเสริมแนวบังเกอร์คอนกรีตบริเวณวัดธรรมาราม ซึ่งภายในวัดมีหอพระไตรปิฎกเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม พบว่ามีวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบจากอุทกภัยถึง 505 วัด ได้มีการมอบความช่วยเหลือเบื้องต้น ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าไตร เงินบริจาค ทรายและถุงใส่ทราย ตลอดจนมีอาสาสมัครช่วยบรรจุถุงทรายกว่า 500 คน วัดหลายแห่งซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเสียหายจำนวน 406 วัด ต้องการขอรับการอุดหนุนจากรัฐบาล 100 ล้านบาท สรุปมีพระภิกษุสามเณรได้รับผลกระทบ 4,000 รูป ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณวัดได้รับผลกระทบ 5,000 คน
สภากาชาดไทยได้จัดเตรียมห้องครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัด โดยถวายอาหารให้แด่พระสงฆ์ในช่วงเช้า ช่วงเที่ยงให้แก่ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และช่วงเย็นให้แก่ชาวบ้าน โดยมีกุ๊กอาสา 50 คน ประกอบอาหาร 3,000 มื้อต่อวัน
จังหวัดนครสวรรค์
ฝนที่ตกลงมาตลอดคืนวันที่ 18 ตุลาคม ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายอำเภอของจังหวัดนครสวรรค์ ในวันที่ 19 ตุลาคม ทางจังหวัดได้ประกาศให้พื้นที่จังหวัดเป็นเขตภัยพิบัติ โดยอำเภอหนองบัวและอำเภอไพศาลีได้รับผลกระทบหนักที่สุด
จังหวัดขอนแก่น
ระดับน้ำในแม่น้ำชีได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเขื่อนลำปะทาวและเขื่อนจุฬาภรณ์ต้องเร่งระบายน้ำออกมาเนื่องจากไม่สามารถรองรับระดับน้ำได้ หลังได้รับน้ำหนุนจากจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ คาดว่าหลายอำเภอของจังหวัดน่าจะประสบปัญหาน้ำท่วมในวันที่ 20-21 ตุลาคม
จังหวัดสงขลา
สถานการณ์อุทกภัยในปี พ.ศ. 2553 ถือเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2543 ซึ่งอุทกภัยในครั้งนั้นได้มีผู้เสียชีวิต 20 คนในอำเภอหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียงอีก 16 อำเภอ[13] ในหลายพื้นที่พบว่ามีน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร[14] ตามการรายงานของนายกเทศมนตรีหาดใหญ่ ไพร พัฒโน ระบุว่าพื้นที่ในเขตเมืองได้รับผลกระทบถึง 80% และมีผู้ได้รับผลกระทบถึง 30,000 ครัวเรือน โดยประชาชนราว 10,000 คน ไม่สามารถออกจากที่พักอาศัยได้ นอกจากนี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้รายงานว่ามีเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหาย 80 จาก 200 เสา
ภาพมุมสูงของอำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
กองทัพเรือไทยได้ส่งเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของประเทศ มาให้ความช่วยเหลือ โดยใช้เป็นครัวในการปรุงอาหารจากนั้นจึงส่งอาหารมายังจังหวัดโดยเฮลิคอปเตอร์
ผลกระทบ
สถานการณ์อุทกภัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชากรหนึ่งในสิบของประเทศ (จากประมาณ 66 ล้านคน) และสร้างความเสียหายแก่พื้นที่การเกษตรร้อยละ 3 ของพื้นที่การเกษตรในประเทศ
เศรษฐกิจ
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าอุทกภัยครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและทางราชการราว 8,000-10,000 ล้านบาท ภาครัฐอาจต้องใช้งบประมาณชดเชย แก้ปัญหา และช่วยเหลือผู้ประสบภัย คาดว่ามูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท มีผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ราว 0.2% ของจีดีพี แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวได้ 7-7.5% โดยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ในขณะที่สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประเมินว่าปัญหาอุทกภัยและปัญหาเงินบาทแข็งค่ารวมกัน น่าจะส่งผลให้จีดีพีลดลงประมาณ 1% ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลดเหลือ 6% ต่อมา ศูนย์วิจัยกสิกรได้รายงานว่ามูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่าง 32,000 ถึง 54,000 ล้านบาท แต่ก็ได้ทำนายว่าอุทกภัยครั้งดังกล่าวจะเป็นการนำเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนฝ่ายเอกชนจะให้ความช่วยเหลือในการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่เสียหาย ผลกระทบของอุทกภัยได้ทำให้จีดีพีในไตรมาสที่สี่ลดลงระหว่าง 0.6-1.2% และอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่สี่เพิ่มขึ้น 2.9-3.1%
ธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่าพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 2.4 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน 1.5 แสนราย นาข้าวได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 1.7 ล้านไร่ ด้านปศุสัตว์และด้านประมงได้รับผลกระทบ 1 แสนราย ซึ่งเมื่อนับรวมกับความเสียหายจากอุทกภัยนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา พบว่าพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเกือบ 4 ล้านไร่ รวมเกษตรกรได้รับความเดือนร้อน 2.9 แสนราย
ด้านนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ปรับการประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลดลง 0.2% จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 7.6% เหลือ 7.4% จากความเสียหายของอุทกภัยครั้งนี้ แต่นอกจากนี้ ทางสำนักงานยังได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ 3 แนวทาง แบ่งเป็น กรณีต่ำ จีดีพีลดลง 0.08% คิดเป็นความเสียหาย 7,739 ล้านบาท กรณีฐาน จีดีพีลดลง 0.13% คิดเป็นความเสียหาย 11,800 ล้านบาท และกรณีสูง จีดีพีลดลง 0.21% คิดเป็นความเสียหาย 20,200 ล้านบาท
ประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า อุทกภัยครั้งนี้จะส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลทรายในปี พ.ศ. 2554 ลดลงกว่า 10 ล้านกิโลกรัม ผลผลิตอ้อยลดลง 109,000 ตัน เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยได้รับความเสียหายกว่า 1 หมื่นไร่ หน่วยงานของรัฐยังได้ออกมาเตือนว่าปริมาณการผลิตข้าวเจ้าในประเทศปีนี้อาจลดลงถึง 6.5% บีบให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น
สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ได้ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตยางธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคาดว่าปริมาณการผลิตอาจลดลงถึง 4.1% ในไตรมาสที่ 4 ของปี[24] ความกลัวดังกล่าวทำให้ราคายางธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุทกภัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามที่ได้ประมาณการไว้
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่านากุ้ง 130 นาซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่ง 20,000 ไร่ใน 6 อำเภอได้รับความเสียหายจากอุทกภัย สร้างความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท เจ้าของนากังวลว่าหอยเลี้ยงอาจตายได้ทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งทำให้มูลค่าความเสียหายเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2-3 พันล้านบาทหลังจากไร่หอยนางรมและหอยแครงในพื้นที่ชายฝั่งในอำเภอบ้านดอนและอำเภอไชยาถูกกระแสน้ำพัดพาไป
สาธารณสุข
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รายงานจำนวนผู้ป่วยจากการประสบภัยอุทกภัย แล้วทั้งสิ้น 107,000 ราย
คมนาคม
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเปิดเผยว่าภาวะฝนตกหนักทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมเส้นทางสายต่างๆ รวม 12 สาย ดังนี้ นครราชสีมา 7 สาย สระแก้ว 1 สาย ชัยภูมิ 1 สาย นครสวรรค์ 1 สาย ลพบุรี 2 สาย จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ศูนย์บริหารงานอุบัติภัย กรมทางหลวงได้รายงานน้ำท่วมและสะพานชำรุด 13 จังหวัด จำนวน 70 สายทาง
นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งได้รับรายงานว่าติดอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากบริการทางรางและทางอากาศถูกเลื่อนออกไป ได้มีความพยายามหลายประการที่จะช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 100 คนถูกรายงานว่าติดอยู่บนเกาะอ่างทองเนื่องจากมีคลื่นสูง
การให้ความช่วยเหลือ
รัฐบาล
ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาระบุว่าให้กระทรวงการคลังผ่อนผันกฎเกณฑ์และหลักการให้ความช่วยวเหลือการเบิกจ่ายเงินทดลองจ่ายในจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ยังได้เพิ่มเงินทดลองจ่ายจาก 50 ล้านบาทเป็น 100 ล้านบาท โดยให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา ด้านอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อัมพร นิติสิริ กล่าวว่า ทางกรมได้ขอความร่วมมือจากนายจ้างให้ลูกจ้างที่ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้จากเหตุอุทกภัยได้ลาหยุดโดยไม่ถือว่าเป็นวันลาหรือผิดข้อบังคับการทำงานด้วย นายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งศูนย์ประสานงานเยียวยาผู้ประสบภัยขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553
รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินจำนวน 5,000 บาทให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักที่สุด ในส่วนหนึ่งของงบประมาณพิเศษ 2,900 ล้านบาท[ นอกจากนี้ เงินช่วยเหลือสำหรับแต่ละครอบครัวอาจสูงถึง 100,000 บาทในกรณีค่าซ่อมแซมบ้าน ตลอดจนลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ได้มีการส่งตัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้จำนวน 36,000 คนไปยังค่ายบรรเทาทุกข์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมาเลเซีย
เอกชน
เอกชนชาวไทยเป็นแถวหน้าในการให้ความช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย โดยได้มีการเรียกร้องให้สาธารณะช่วยกันบริจาคและเร่งรุดลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่รอคำชี้แจงจากรัฐบาล เอแบคโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อความพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือในเหตุอุทกภัย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครได้คะแนนถึง 7.52 เต็ม 10 ในขณะที่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้เพียง 5.55 และฝ่ายค้านได้เพียง นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าการให้ความช่วยเหลือของภาคเอกชนในอุทกภัยครั้งดังกล่าวจะช่วยเยียวยาการแตกสามัคคีในชาติ โดยไม่แบ่งแยกสถานภาพทางเศรษฐกิจและฝ่ายทางการเมือง
ต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553 สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แจ้งว่า ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจถึงผู้ประสบอุทกภัย ใจความว่า ในนามของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และชาวอเมริกัน ขอแสดงความเสียใจถึงประชาชนชาวไทยจากอุทกภัยรุนแรงดังกล่าว โดยสถานเอกอัครราชทูตได้มอบความช่วยเหลือเฉพาะหน้าและจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหากจำเป็น และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553 อีริค ดี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้บริจาคเงิน 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐให้กับสภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในนามของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา
ประธานสภาประชาชนแห่งชาติได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี และมีพื้นที่ได้รับผลกระทบถึง 50 จังหวัด รัฐบาลจีนตั้งใจที่จะมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบริจาคเงินจำนวน 10 ล้านหยวนเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
การวิพากษ์วิจารณ์
สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการไม่มีนโยบายการเตือนภัยธรรมชาติที่ชัดเจนของภาครัฐ ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่สนใจหรือขาดการประสานงานกัน ข้อมูลจากการทำนายล่วงหน้านับเดือนจึงไม่มีประโยชน์
“การเตือนภัยธรรมชาติ หลักๆ ต้องมี 3 อย่างด้วยกัน คือข้อมูล ผู้ที่นำข้อมูลนี้ไปใช้ในการปฏิบัติ และการเตือนภัย แต่ปัญหาคือต่างคนต่างทำ สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภัยมาแล้ว 20 กว่าฉบับ มีการบอกถึงขั้นฝนจะตกหนักตรงนั้นตรงนี้ ปริมาณแบบนี้จะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถ้าคนที่ได้รับการเตือนถือไปปฏิบัติตาม เอาไปบอกผู้บริหารท้องถิ่น ให้มีคำสั่งอพยพ หรือหาทางป้องกัน หากระสอบทราย ขุดลอกหนองบึงให้ทางน้ำไหลได้คล่อง รวมทั้งเตือนประชาชนให้ยกของไว้ล่วงหน้า หรือเตรียมอาหารกักไว้ ความเสียหายมันก็จะน้อยลง"
ด้านพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย วิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมช้าไม่ทันกาล และขาดความเป็นมืออาชีพ ทั้งยังขาดการบูรณาการในหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงมีการร้องเรียนว่ามีการกักสิ่งของบริจาค และการช่วยเหลือไปไม่ถึงมือผู้ประสบเหตุ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลนำเรื่องดังกล่าวเข้าเป็นวาระแห่งชาติ และให้นายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมปฏิเสธข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยไม่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านยังได้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้ดำเนินคดีต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากดำเนินการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยช้าเกินไป ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสร้างความเสียหายมหาศาล พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีประพฤติผิดต่อหน้าที่อันละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยพร้อมพงศ์ระบุว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ที่จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับสาธารณภัย
จากเว็บไซต์ :http://th.wikipedia.org/wiki/อุทกภัยในประเทศไทย_พ.ศ._2553
พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ สมัยเดียวกันกับประเทศลังกา ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง
มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ไม่น้อยกว่า ๗ ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทย เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่นพระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีในกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคนี้ นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ตามยุคสมัยต่อไปนี้
พระพุทธศาสนา สมัยทวาราวดี
ผืนแผ่นดินจุดแรกของอาณาจักรสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกกันว่า "แหลมทอง" ซึ่งท่าน พระโสณะกับพระอุตตระได้เดินทางจากชมพูทวีปเข้ามาประดิษฐานนั้น จดหมายเหตุของหลวงจีนเหี้ยนจัง เรียกว่า "ทวาราวดี" สันนิษฐานว่าได้แก่ที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ ศิลารูปพระธรรมจักร เป็นต้น ปรากฏว่าเป็นหลักฐานประจักษ์พยานอยู่ พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในครั้งนี้ เป็นแบบเถรวาทดั้งเดิม พุทธศาสนิกชนได้มีความศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมาก และได้สร้างสถูปเจดีย์ไว้สักการะบูชา เรียกว่า สถูปรูปฟองน้ำ เหมือนสถูปสาญจีในอินเดีย ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างขึ้น ศิลปะในยุคนี้เรียกว่า ศิลปะแบบทวาราวดี
พระพุทธศาสนา สมัยอาณาจักรอ้ายลาว
พระพุทธศาสนาในยุคนี้เป็นแบบมหายาน ในสมัยที่ขุนนางเม้ากษัตริย์ไทย ก่อนที่จะอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยปัจจุบัน ครองราชย์อยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว ได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายานผ่านมาทางประเทศจีน โดยการนำของพระสมณทูตชาวอินเดียมาเผยแผ่ ในคราวที่พระเจ้ากนิษกะมหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๔ ของฝ่ายมหายาน ณ เมืองชลันธร พระสมณทูตได้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเอเซียกลาง พระเจ้ามิ่งตี่ กษัตริย์จีนทรงรับพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในจีน และได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอ้ายลาว คณะทูตได้นำเอาพระพุทธศาสนามาด้วย ทำให้หัวเมืองไทยทั้ง ๗๗ มีราษฎร ๕๑,๘๙๐ ครอบครัว หันมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานเป็นครั้งแรก
พระพุทธศาสนา สมัยศรีวิชัย พ.ศ. ๑๓๐๐
อาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตราเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ได้แผ่อำนาจเข้ามาถึงจัดหวัดสุราษฎร์ธานี กษัตริย์ศรีวิชัยทรงนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน พระพุทธศาสนาแบบมหายานจึงได้แผ่เข้ามาสู่ภาคใต้ของไทย ดังหลักฐานที่ปรากฏคือเจดีย์พระบรมธาตุไชยา พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และรูปหล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
พระพุทธศาสนา สมัยลพบุรี พ.ศ. ๑๕๕๐
ในสมัยกษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมันเรืองอำนาจนั้น ได้แผ่อาณาเขตขยายออกมาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ในราว พ.ศ. ๑๕๔๐ และได้ตั้งราชธานีเป็นที่อำนวยการปกครองเมืองต่าง ๆ ในดินแดนดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง เช่น
เมืองลพบุรี ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวาราวดี ส่วนข้างใต้
เมืองสุโทัย ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวาราวดีส่วนข้างเหนือ
เมืองศรีเทพ ปกครองหัวเมืองที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำป่าสัก
เมืองพิมาย ปกครองเมืองที่อยู่ในที่ราบสูงต้อนข้างเหนือ
เมืองต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นนี้เมืองลพบุรีหรือละโว้ ถือว่าเป็นเมืองสำคัญที่สุด กษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมัน ทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อมาจากอาณาจักรศรีวิชัย แต่ฝ่ายมหายานในสมัยนี้ผสมกับศาสนาพราหมณ์มาก ประชาชนในอาณาเขตต่าง ๆ ดังกล่าว จึงได้รับพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทที่สืบมาแต่เดิมด้วย กับแบบมหายานและศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาใหม่ด้วย ทำให้มีผู้นับถือพระพุทธศาสนา ๒ แบบ และมีพระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน และภาษาสันสกฤตอันเป็นภาษาหลักของศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็ได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในด้านภาษาและวรรณคดีไทยตั้งแต่บัดนั้นมา สำหรับศาสนสถานที่เป็นที่ประจักษ์พยานให้ได้ศึกษาถึงความเป็นมาแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทยครั้งนั้น คือพระปรางค์สามยอดที่จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุ้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยนั้นก็เป็นแบบขอม ถือเป็นศิลปะอยู่ในกลุ่ม ศิลปสมัยลพบุรี
พระพุทธศาสนา สมัยเถรวาทแบบพุกาม
ในสมัยที่พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์พุกามเรืองอำนาจ ทรงรวบรวมเอาพม่ากับรามัญเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วแผ่อาณาเขตเข้ามาถึงอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง จนถึงลพบุรี และทวาราวดี พระเจ้าอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทรงส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ส่วนชนชาติไทย หลังจากอาณาจักรอ้ายลาวสลายตัว ก็ได้มาตั้งอาณาจักรน่านเจ้า ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๙ ขุนท้าวกวาโอรสขุนบรมแห่งอาณาจักรน่านเจ้า ได้สถาปนาอาณาจักรโยนกเชียงแสนในสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นคนไทยก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน เมื่อกษัตริย์พุกาม (กัมพูชา) เรืองอำนาจ คนไทยที่อยู่ในเขตอำนาจของขอม ก็ได้รับทั้งศาสนาและวัฒนธรรมของเขมรไว้ด้วย ส่วนทางล้านนาก็ได้รับอิทธิพลจากขอมเช่นเดียวกัน คือเมื่ออาณาจักรพุกามของกษัตริย์พม่าเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ดังเห็นว่ามีปูชนียสถานแบบพม่าหลายแห่ง และเจดีย์ที่มีฉัตรอยู่บนยอด และฉัตรที่ ๔ มุมของเจดีย์ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากพุกามแบบพม่า
พระพุทธศาสนา สมัยสุโขทัย
หลังจากอาณาจักรพุกามและกัมพูชาเสื่อมอำนาจลง คนไทยจึงได้ตั้งตัวเป็นอิสระ ได้ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นเอง ๒ อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรล้านนา อยู่ทางภาคเหนือของไทย และอาณาจักรสุโขทัย มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน เมื่อพ่อขุนรามคำแหงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสดับกิตติศัพท์ของพระสงฆ์ลังกา จึงทรงอาราธนาพระมหาเถระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชาวลังกาที่มาเผยแผ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกรุงสุโขทัย พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ได้เข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย ถึง ๒ ครั้ง คือครั้งที่ ๑ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ครั้งที่ ๒ ในสมัยพระเจ้าลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม มีความสงบร่มเย็น ประชาชนเป็นอยู่โดยผาสุก ศิลปะสมัยสุโขทัยได้รับการกล่าวขานว่างดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะงดงาม ไม่มีศิลปะสมัยใดเหมือน
พระพุทธศาสนา สมัยอยุธยา
พระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลของพราหมณ์เข้ามามาก พิธีกรรมต่าง ๆ ได้ปะปนพิธีของพราหมณ์ เน้นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และอิทธิปาฏิหาริย์ มีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาปะปนอยู่มาก ประชาชนมุ่งเรื่องการบุญการกุศล สร้างวัดวาอาราม สร้างปูชนียวัตถุ บำรุงศาสนาเป็นส่วนมาก ในสมัยอยุธยาต้องประสบกับภาวะสงครามกับพม่า จนเกิดภาวะวิกฤตทางศาสนาหลายครั้ง ประวัติศาสตร์อยุธยาแบ่งเป็น
อยุธยาตอนแรก (พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑)
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ทรงผนวชเป็นเวลา ๘ เดือน เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ และทรงให้พระราชโอรสกับพระราชนัดดาผนวชเป็นสามเณรด้วย สันนิษฐานว่าเป็นการเริ่มต้นของประเพณีการบวชเรียนของเจ้านายและข้าราชการ ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการรจนาหนังสือมหาชาติคำหลวง ใน พ.ศ. ๒๐๒๕
สมัยอยุธยาตอนที่สอง ( พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๑๗๓)
สมัยนี้ได้มีความนิยมในการสร้างวัดขึ้น ทั้งกษัตริย์และประชาชนทั่วไป นิยมสร้างวัดประจำตระกูล ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมได้พบพระพุทธบาทสระบุรี ทรงให้สร้างมณฑปครอบพระพุทธบาทไว้ และโปรดให้ชุมชนราชบัณฑิตแต่งกาพย์มหาชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ และโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกด้วย
สมัยอยุธยาตอนที่สาม (พ.ศ. ๒๑๗๓ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตริย์ที่มีพระนามยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ ได้แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงมีบทบาทอย่างมากทั้งต่อฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ทรงส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า สมัยนี้พวกฝรั่งเศสได้เข้ามาติดต่อกับไทย และได้พยายามเผยแผ่ศาสนา และทูลขอให้พระนารายณ์เข้ารีต แต่พระองค์ทรงมั่นคงในพระพุทธศาสนา ทรงนำพาประเทศชาติรอดพ้นจากการเป็นเมืองของฝรั่งเศสได้ เพราะมีพระราชศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง
สมัยอยุธยาตอนที่สี่ (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐)
พระมหากษัตริย์ที่ทรงมีบทบาทมากในยุคนี้ ได้แก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงเสวยราช เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ การบวชเรียนกลายเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงยุคหลัง ถึงกับกำหนดให้ผู้ที่จะเป็นขุนนาง มียศถาบรรดาศักดิ์ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาเท่านั้น จึงจะทรงแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ให้ ในสมัยนี้ได้ส่งพระภิกษุเถระชาวไทยไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในประเทศลังกาตามคำทูลขอของกษัตริย์ลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๖ จนทำให้พุทธศาสนากลับเจริญรุ่งเรืองในลังกาอีกครั้ง จนถึงปัจจุบัน และเกิดนิกายของคณะสงฆ์ไทยขึ้นในลังกา ชื่อว่า นิกายสยามวงศ์ นิกายนี้ยังคงมีอยู่ถึงปัจจุบัน
พระพุทธศาสนา สมัยกรุงธนบุรี
ปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาถูกพม่ายกทัพเข้าตีจนบ้านเมืองแตกยับเยิน พม่าได้ทำลายบ้านเมืองเสียหายย่อยยับ เก็บเอาทรัพย์สินไป กวาดต้อนประชาชนแม้กระทั่งพระสงฆ์ไปเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก วัดวาอารามถูกเผาทำลาย ครั้นต่อมาพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นผู้นำในการกอบกู้อิสระภาพ สามารถกอบกู้เอกราชจากพม่าได้ ทรงตั้งราชธานีใหม่ คือเมืองธนบุรี ทรงครองราชและปกครองแผ่นดินสืบมา ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามและสร้างวัดเพิ่มเติมอีกมาก ทรงรับภาระบำรุงพระพุทธศาสนารวบรวมคัมภีร์พระไตรปิฎกจากหัวเมือง มาคัดเลือกจัดเป็นฉบับหลวง แต่ไม่ยังทันเสร็จบริบูรณ์ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน ต่อมา พ.ศ. ๒๓๒๒ กองทัพไทยได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์มายังประเทศไทย ภายหลังพระองค์ถูกสำเร็จโทษเป็นอันสิ้นสุดสมัยกรุงธนบุรี
พระพุทธศาสนา สมัยรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ ๑ (๒๓๒๕ - ๒๓๕๒)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ต่อจากพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงย้ายเมืองจากธนบุรี มาตั้งราชธานีใหม่ เรียกชื่อว่า "กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์" ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆเช่นสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ และวัดพระเชตุพน ฯ เป็นต้น ทรงโปรดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๙ และถือเป็นครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย ณ วัดมหาธาตุ ได้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนตามวังเจ้านายและบ้านเรือนของข้าราชการผู้ใหญ่ ทรงตรากฎหมายคณะสงฆ์ขึ้น เพื่อจัดระเบียบการปกครองของสงฆ์ให้เรียบร้อย ทรงจัดให้มีการสอบพระปริยัติธรรมทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสถาปนาพระสังฆราช (ศรี) เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๒
รัชกาลที่ ๒ (๒๓๕๒- ๒๓๖๗)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ เป็นทรงทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนาเหมือนอย่างพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณ ในรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชถึง ๓ พระองค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช( สุก ) สมเด็จพระสังฆราช( มี ) และสมเด็จพระสังฆราช ( สุก ญาณสังวร)
ในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ทรงจัดส่งสมณทูต ๘ รูป ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา ได้จัดให้มีการจัดงานวันวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ ซึ่งแต่เดิมก็เคยปฏิบัติถือกันมาเมื่อครั้งกรุงสุโขทัย แต่ได้ขาดตอนไปตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า จึงได้มีการฟื้นฟูวันวิสาขบูชาใหม่ ได้โปรดให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขวิธีการสอบไล่ปริยัติธรรมขึ้นใหม่ ได้ขยายหลักสูตร ๓ ชั้น คือ เปรียญตรี -โท - เอก เป็น ๙ ชั้น คือชั้นประโยค ๑ - ๙
รัชกาลที่ ๓ (๒๓๖๗ - ๒๓๙๔)
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงเพิ่มจำนวนขึ้นไว้อีกหลายฉบับครบถ้วนกว่ารัชกาลก่อน ๆ โปรดให้แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง และสร้างวัดใหม่ คือวัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดา และวัดเฉลิมพระเกียรติ ได้ตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อสอนหนังสือไทยแก่เด็กในสมัยนี้ได้เกิดนิกายธรรมยุติขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ) ขณะที่ผนวชอยู่ได้ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส จึงได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร และตั้งเป็นศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ
รัชกาลที่ ๔ (๒๓๙๔ -๒๔๑๑)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎได้ผนวช ๒๗ พรรษาแล้วได้ลาสิกขาขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๕๗ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๒๓๙๔ ด้านการพระศาสนา ทรงพระราชศรัทธาสร้างวัดใหม่ขึ้นหลายวัด เช่นวัดปทุมวนาราม วัดโสมนัสวิหาร วัดมกุฎกษัตริยาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และวัดราชบพิตร เป็นต้น ตลอดจนบูรณะวัดต่าง ๆ อีกมาก โปรดให้มีพระราชพิธี "มาฆบูชา" ขึ้นเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ ณ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนได้ถือปฏิบัติสืบมาจนถึงทุกวันนี้
รัชกาลที่ ๕ (๒๔๑๑ - ๒๔๕๓)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงยกเลิกระบบทาสในเมืองไทยได้สำเร็จ ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้น คือวัดวัดราชบพิตร วัดเทพศิรินทราวาส วัดเบญจมบพิตร วัดอัษฎางนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ทรงบูรณะวัดมหาธาตุ และวัดอื่น ๆ อีก ทรงนิพนธ์วรรณกรรมทางพุทธศาสนาจำนวนมาก โปรดใหั้มีการเริ่มต้นการศึกษาแบบสมัยใหม่ในประเทศไทย โดยให้พระสงฆ์รับภาระช่วยการศึกษาของชาติ ครั้น พ.ศ. ๒๔๒๗ ได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก ณ วัดมหรรณพาราม ถึงปี พ.ศ. ๒๔๑๔ โปรดให้จัดการศึกษาแก่ประชาชนในหัวเมือง โดยจัดตั้งโรงเรียนในหัวเมืองขึ้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งกรมธรรมการเป็นกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบัน) โปรดให้มีการพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทย จบละ ๓๙ เล่ม จำนวน ๑,๐๐๐ จบ พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดให้ย้ายที่ราชบัณฑิตบอกพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร จากในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกมาเป็นบาลีวิทยาลัย ชื่อมหาธาตุวิทยาลัย ที่วัดมหาธาตุ และต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้ประกาศเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมและวิชาการชั้นสูงของพระภิกษุสามเณร
ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงจัดตั้ง "มหามกุฏราชวิทยาลัย" ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาพระพุทธศาสนาแก่พระภิกษุสามเณรฝ่ายธรรมยุตินิกาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเปิดในปีเดียวกัน
รัชกาลที่ ๖ (๒๔๕๓- ๒๔๖๘)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงพระปรีชาปราดเปรื่องในความรู้ทางพระศาสนามาก ทรงนิพนธ์หนังสือแสดงคำสอนในพระพุทธศาสนาหลายเรื่อง เช่น เทศนาเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เป็นต้น ถึงกับทรงอบรมสั่งสอนอบรมข้าราชการด้วยพระองค์เอง ทรงโปรดให้ใช้ พุทธศักราช (พ.ศ.) แทน ร.ศ. เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ให้เปลี่ยนกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเปลี่ยนวิธีการสอบบาลีสนามหลวงจากปากเปล่ามาเป็นข้อเขียน เป็นครั้งแรก
พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงเริ่มการศึกษาพระปริยัติธรรมใหม่ขึ้นอีกหลักสูตรหนึ่ง เรียกว่า "นักธรรม" โดยมีการสอบครั้งแรกเมื่อ เดือนตุลาคม ๒๔๕๔ ตอนแรกเรียกว่า "องค์ของสามเณรรู้ธรรม"
พ.ศ. ๒๔๖๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ โปรดให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกและอรรถกถาชาดก และคัมภีร์อื่น ๆ เช่นวิสุทธิมรรค มิลินทปัญหา เป็นต้น
รัชกาลที่ ๗ (๒๔๖๘ - ๒๔๗๗)
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๓ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เป็นการสังคายนาครั้งที่ ๓ ในเมืองไทย แล้วทรงจัดให้พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ชุดละ ๔๕ เล่ม จำนวน ๑,๕๐๐ ชุด และพระราชทานแก่ประเทศต่าง ๆ ประมาณ ๕๐๐ ชุด โปรดให้ย้ายกรมธรรมการกลับเข้ามารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงธรรมการอย่างเดิม โดยมีพระราชดำริว่า "การศึกษาไม่ควรแยกออกจากวัด" ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๑ กระทรวงธรรมการประกาศเพิ่มหลักสูตรทางจริยศึกษาสำหรับนักเรียน ได้เปิดให้ฆราวาสเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม โดยจัดหลักสูตรใหม่ เรียกว่า "ธรรมศึกษา" ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ของไทย เมื่อคณะราษฎร์ได้ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๘
รัชกาลที่ ๘ (๒๔๗๗ - ๒๔๘๙)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่อยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชเป็นรัชกาลที่ ๘ ในขณะพระพระชนมายุ เพียง ๙ พรรษาเท่านั้น และยังกำลังทรงศึกษาอยู่ในต่างประเทศ จึงมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในด้านการศาสนาได้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. พระไตรปิฎก แปลโดยอรรถ พิมพ์เป็นเล่มสมุด ๘๐ เล่ม เรียกว่าพระไตรปิฎกภาษาไทย แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ และได้ทำต่อจนเสร็จเมื่องานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐
๒. พระไตรปิฎก แปลโดยสำนวนเทศนา พิมพ์ใบลาน แบ่งเป็น ๑๒๕๐ กัณฑ์ เรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับหลวง เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒
พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธรรมการเปลี่ยนเป็น กรมการศาสนา และในปีเดียวกัน รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์มีความสอดคล้องเหมาะสมกับการปกครองแบบใหม่
พ.ศ. ๒๔๘๘ มหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ประกาศตั้งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ชื่อ "สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย" เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม
พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ถูกลอบปลงพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราช เป็นรัชกาลที่ ๙ รัชกาลปัจจุบัน
สมัยรัชกาลที่ ๙ (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ สืบมา)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นราชกาลที่ ๙ สืบต่อมา ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงเป็นศาสนูปถัมภก ทรงให้การอุปถัมภ์แก่ทุกศาสนา และทรงปกครองบ้านเมืองโดยสงบร่มเย็น ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมพุทธศาสนาด้านต่าง ๆ มากมาย ดังนี้
- ด้านการศึกษา ประชาชนได้สนใจศึกษาพุทธศาสนามากขึ้นตามลำดับ ได้มีการจัดตั้งสมาคม มูลนิธิทางพุทธศาสนาเพื่อการศึกษามากมาย มีการจัดตั้งชมรมพุทธศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ พ.ศ. ๒๔๙๐ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๒ ได้ประกาศตั้งเป็นมหาวิทยาลัยฝ่ายพระพุทธศาสนาขึ้น เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๙๐ และเปิดการศึกษาเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๐ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนการศึกษาของพระสงฆ์ได้มีการยกระดับมาตรฐานการศึกษา เช่นยกระดับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้เปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และมีนโยบายจะเปิดระดับปริญญาเอกในอนาคต ได้มีการรับรองวิทยฐานะเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยสากลทั่วไป และได้ออกกฏหมาย พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง โดยรัฐสภาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ มีชื่อว่า "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย" ปัจจุบันนี้ได้มีวิทยาเขตต่างจังหวัดอีกหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ พะเยา แพร่ ลำพูน นครสวรรค์ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา หนองคาย นครปฐม นครศรีธรรมราช เป็นต้น ส่วนการศึกษาด้านอื่น ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ ระดับประถมปลาย และ ม.๑ ถึง ม.๖ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ขึ้นเป็นแห่งแรก ณ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเปิดการสอนพุทธศาสนาแก่เด็กและเยาวชน จนได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ
- ด้านการเผยแผ่ ได้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทยได้มีองค์กรเผยแผ่ธรรมในแต่ละจังหวัด โดยได้จัดตั้งพุทธสมาคมประจำจังหวัดขึ้น ส่วนพระสงฆ์ได้มีบทบาทในการเผยแผ่มากขึ้น โดยใช้สื่อของรัฐ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเอาวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาภาคบังคับแก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ตั้งแต่ ม. ๑ ถึง ม. ๖ พระสงฆ์จึงได้มีบทบาทในการเข้าไปสอนในโรงเรียนต่าง ๆ มีการประยุกต์การเผยแผ่ธรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการบรรยาย ปาฐกถา และเขียนหนังสืออธิบายพุทธธรรมมากขึ้น ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่นมีพระเถระนักปราชญ์ชาวไทยในยุคนี้ ได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุ และพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้น ในต่างประเทศได้มีการสร้างวัดไทยในต่างประเทศหลายวัด เช่นวัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นวัดไทยแห่งแรกในต่างประเทศ ต่อจากนั้นได้มีการสร้างวัดไทยในประเทศตะวันตก คือวัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จเปิด เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ นับเป็นวัดไทยวัดแรกในประเทศตะวันตก ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้มีการสร้างวัดแห่งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอเนีย ชื่อว่า วัดไทยลอสแองเจลิส ปัจจุบันมีวัดไทยในสหรัฐอเมริกา ประมาณ ๑๕ วัด นอกจากนั้นได้มีองค์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศของคณะสงฆ์ไทย ได้จัดให้มีการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศขึ้นประจำทุกปี เพื่อส่งไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะทางตะวันตก ปัจจุบันนี้ชาวตะวันตกได้หันมาสนใจพุทธศาสนากันมาก ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้มีการจัดตั้งสำนักงานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกขึ้น ณ ประเทศไทย ( พ.ส.ล. ) เพื่อเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธทั่วโลก
- ด้านพิธีกรรม ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีต่าง ๆ ที่เป็นพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์ ให้เป็นพิธีของรัฐบาล เรียกว่า "รัฐพิธี" โดยให้กรม กระทรวงต่าง ๆ เป็นผู้จัด จัดให้มีงานส่งเสริมพระพุทธศาสนาช่วงวันวิสาขบูชาของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ในพิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเช่นวันวิสาขบูชา มาฆบูชา อาสาฬหบูชา ณ พุทธมณฑล ซึ่งสร้างขึ้น เมื่อคราว ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ
- ด้านวรรณกรรม ได้มีวรรณกรรมทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย มีปราชญ์ทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลายรูป จึงได้เกิดวรรณกรรมทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรองมากมายหลายเล่ม เช่นพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ หนังสือ พุทธธรรม ของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นต้น
จากเว็บไซต์:http://www.dhammathai.org/thailand/thailand.php
ไทใหญ่คือใคร ส่วนที่เหลือ
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 คณะกรรมการวัดใหม่ ชมรมนักศึกษายุวสงฆ์ไทใหญ่ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิพระธรรมแสง และคณะศรัทธาชาวไทใหญ่ ในกรุงเทพฯ ได้จัดงานฉลองปริญญาเอก ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่มจร.
ของพระสงฆ์ชาวไทใหญ่ องค์ที่หนึ่งคือ Most Venerable Pannyananda(พระอาจารย์Dr.ปัญญานันต๊ะ)กรรมการสังฆมหานายกะ (มหาเถรสมาคม) แห่งสหภาพพม่า และ Phra Dr.Khammai Dhammasami (พระอาจารย์ Dr.คำหมาย ธรรมะสามิ)เจ้าอาวาส วัดออกซ์ฟอร์ดพุทธวิหาร ประเทศอังกฤษ มีคณะศรัทธา มาร่วมงานประมาณ 200 กว่า
มาจากเว็บไซต์ = http://www.taiculture.org/thai/news/2010/may_10/honorary01.html